Myopia 11 - Misunderstand

posted on 19 Apr 2010 17:09 by e-hlong

เคยเข้าใจอะไรผิดๆแล้วหน้าแตกบ้างไหม

คิดว่าคงจะมีกันบ้างแหละ

แต่เรื่องไหนที่เข้าใจผิดแล้วอายที่สุด

มีกันไหม....

ปรกติเป็นคนหน้าหนา ขนาดเครื่องบินสามารถ landing ได้เลยทีเดียว

แต่วันนี้....มีเรื่องที่ทำให้อับอายไปจนถึงชั่วโครตที่ 7...

เริ่มเล่าเลยดีกว่า จะได้อายไม่นาน

เรื่องมีอยู่ว่า... ปรกติเนี่ยก็เล่น Face book ผ่านทางมือถือ

ซึ่งก็จะเห็นแค่ชื่อ แต่ไม่เห็นรูปที่ display ได้เหมือนกับใน computer

วันนี้ก็อ่านไปอ่านมา ปรากฏว่าก็ไปจ๊ะกับข้อความที่พี่คนนึงโพสเอาไว้ว่า...

chiwat .. "บางครั้ง ความอดทนก็มีขีดจำกัด...อีกไม่นานมันคงจะระเบิดออกมา"

อ่านแล้วก็คิดในใจว่า "อ้าวพี่ต้นโพสหัวข้อเคลียดๆอีกและ ต้องเข้าไปปลอบโยนซักหน่อยละม้างง"

โพสต่อท้ายเลย ป๊าบบเข้าให้ "ใจเย็นเฮีย แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เฮียมีไรก็โทรหาหนูได้นะ"

อีกไม่กีนาที มีข้อความโพสต่อว่า "กลัวโทรไปแล้ว หนูจะเอาน้ำมันราดมาอะดิ.." 

อ่านแล้วงงครับพี่น้องคิดในใจโพสตอบแปลกๆวะ ทำไมต้องกลัวกรูเอาน้ำมันไปราดด้วยวะ

คิดในใจ สงสัยแม่งเป็นมุข เลยโพสตอบกลับไปว่า "ไฟไรอะพี่ต้น"

จากนั้น ซ๊ากกกกกกกกพักเล็กๆ เจ้าของกระทู้ก็โพสตอบกลับมาว่า "ใครคือพี่ต้น งงอะ!!"

อ่านป๊าบบบบบบบบบบบ ซะท้านอยู่ในอก ฉิบหายแล้วกู แม่งทักผิดคนป่าววะ คิดได้ดังนั้น

ความฉลาดพึ่งจะปรากฏ ก็เลยเข้าไปดูรูปที่โพสใน Profile และแล้วความจริงก็ออกมาให้เห็นว่า

"กูทักผิดคน" คือ ชื่อเหมือนกัน แต่คนละนามสกุล แมร่งงง เวรจริงๆกู อายมาก แทบจะแปลงกาย

เป็นขอมดำดินหนีไปโผล่ที่ออสเตรเลียกันเลยที่เดียว แต่ถึงจะอายยังไง ความละอายก็ยังมีอยู่

ก็เลยโพสตอบกลับเขาไปแบบเจียมๆว่า "เอ่อ คือหนูขอโทษค่ะ หนูเม้นผิดคน บรา บรา บรา...."

(ยังดีนะที่ยางอายยังทำงาน) จากนั้นเจ้าของกระทู้ก็โพสตอบกลับมาว่าไม่เป็นไร แต่สงสัยว่าเขาคงคิดในใจหรือ

เปล่าวะว่า "อีนี้บ้าป่าว เฮ้ออออ ชีวิต ..."

 

edit @ 19 Apr 2010 17:22:26 by E-hLoNg

edit @ 19 Apr 2010 17:23:02 by E-hLoNg

edit @ 19 Apr 2010 17:23:57 by E-hLoNg

edit @ 19 Apr 2010 17:24:56 by E-hLoNg

Myopia 10 - Love VS Computer

posted on 19 Apr 2010 16:27 by e-hlong

คอมพิวเตอร์

มันจะเพิ่มความสบายให้กับชีวิตได้สุดๆ

“ถ้าเราใช้เป็น

^___________________________________^

แต่ถ้าใช้ไม่เป็น

ถึงจะมีเครื่องที่ Speed ดีซักแค่ไหน

“มันก็แค่เศษเหล็กธรรมดาที่ไม่มีค่า ไร้ราคา”

*_____________________________________*

         “ความรักก็เหมือนกัน”

          มันจะเพิ่มความสบายให้กับชีวิตได้สุดๆ

         “ถ้าเราใช้เป็น

           ^___________________________________^ 

 

แต่ถ้าใช้ไม่เป็น

ต่อให้เราคิดว่าเรามีรักมากซักแค่ไหน

       “มันก็แค่ความรู้สึกธรรมดาที่ไม่มีค่า......”

*_____________________________________* 

 


 

ตอนนี้กำลังเขียนเรื่องสั้น(อีกแล้ว) คิดพล็อตมาได้สามเดือนกว่าละ ยังไม่ได้ลงมือเขียน

ช่วงนี้ชีวิตก็วึ่นวือตามปรกติ แต่ก็ใกล้หายวึ่นวือและ

หวังเอาไว้ในใจลึกๆว่า กรูคงเขียนจบเป็นเรื่องที่สอง หลังจากเขียนมาสามเรื่องแล้ว...

ก็จบแค่เรื่องเดียว

เอาวะ เป็นกำลังใจ เป็นแรงใจ ให้ก้นด้วยเน้อ

เขียนได้แค่ไหน จะมาโพสให้อ่านกันเป็นระยะนะครับพี่น้องงงง

edit @ 19 Apr 2010 16:33:05 by E-hLoNg

Myopia 9 - Second Opportunity

posted on 16 Apr 2010 17:02 by e-hlong

 

    

คุณเชื่อเรื่อง ”โอกาสครั้งที่สองไหม”

สำหรับฉัน  “ไม่เคยเชื่อ”

“โอกาสครั้งแรก” กว่าจะมา แม่งก็ยาก

แต่ “โอกาสครั้งที่สอง” กว่าจะมา แม่งโครตยากกว่าครั้งแรก

แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยเชื่อ

มันกำลังมีเหตุการณ์ทำให้ฉันเชื่อ

ฉันไม่สามารถเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างออกมาได้ทั้งหมด

เพราะถ้าเล่า คงพูดกันแน่ว่า “เรื่องแค่จิ๋มมด ทำเป็นยิ่งใหญ่ยังซะอย่างกะเรื่องเท่าจิ๋มช้าง”

สำหรับคนอื่นฉันไม่รู้

แต่สำหรับฉัน มันยิ่งใหญ่มาก

เอาเป็นว่า แค่อยากสรุป เรื่องของโอกาสว่า

“โอกาสครั้งแรก” มันมาของมันเอง

แต่...

“โอกาสครั้งที่สอง” เราต้องวิ่งไปหามันเอง

ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ

คุณ....

คงต้องเริ่มจากการรอโอกาสครั้งแรกก่อนแล้วหละ^^

edit @ 16 Apr 2010 17:08:33 by E-hLoNg

edit @ 16 Apr 2010 17:08:51 by E-hLoNg

edit @ 16 Apr 2010 17:09:24 by E-hLoNg

edit @ 19 Apr 2010 16:50:47 by E-hLoNg

Myopia 8 - เจ้าหญิงก้อนหิน

posted on 18 Feb 2010 13:59 by e-hlong
หลังจากผิดหวังในความรัก

เจ้าหญิงก็เสียใจ นั่งนิ่งไม่

เคลื่อนไหว จนร่างกายค่อยกลาย เป็นหิน

ชายใดสามารถทนกอดก้อนหินได้ด้วยความรักจริง

ก้อนหินจะกลับมาเป็นเจ้าหญิงงดงามดั่งเดิม




เจ้าชายอ่านแผ่นป้ายหน้าก้อนหินรูปทรงประหลาดอย่างสนใจ

ต้องกอดนานเท่าไหรเจ้าชายถาม คน

เฝ้าก้อนหิน "ไม่รู้ เพราะยังไม่มีใครทนกอดได้สำเร็จสักคน"

คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่เงยหน้า

''เราจะกอดเจ้าหญิงเอง "

แล้วเจ้าชายก็ค่อยๆนั่งลง

บรรจงกอดก้อนหินอย่างทะนุถนอม

หนึ่งปีผ่านไป เจ้าชายยังกอดก้อนหินอยู่

"นี่ท่านยังกอด ก้อนหินอยู่อีกหรือ"

คนเฝ้าก้อนหินรู้สึกทึ่งกับความอดทนของเจ้าชาย

''ท่านทำได้อย่างไร"

"เพราะข้าอยู่กับปัจจุบัน "

เจ้าชายเห็นคนเฝ้าก้อนหินงง เจ้าชายจึงอธิบายต่อ

" ถ้าท่านกอดก้อนหิน หนึ่งวัน ท่านทำได้หรือไม่"

" สบายมาก"

คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่ต้องคิด

" แล้วถ้ากอด สองวัน ล่ะ"

" อาจเริ่มเบื่อนิดๆ"

" แล้วถ้า สามวัน สี่วัน หรือสิบวันล่ะ"

"ไม่เอา ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอก "

" นั่นเพราะท่านไม่อยู่กับปัจจุบัน ...ท่านคิดไปก่อนล่วงหน้าว่าไม่ไหว "

"ไม่เข้าใจ"

" ในเมื่อท่านบอกว่ากอดก้อนหินหนึ่งวันได้สบายมาก พรุ่งนี้หรือวันต่อไปมันจะต่างกันตรงไหน มันก็เป็นแค่หนึ่งวัน ที่ผ่านไปเช่นเดียวกัน"

เจ้าชายลูบก้อนหินราวกับมีชีวิต

" ในสายตาท่าน อาจจะเห็นว่าข้ากอดก้อนหินนี้มาเป็นเวลาหนึ่งปีแต่ในความรู้สึกข้า ๆเพิ่งกอดเจ้าหญิงผ่าน

'หนึ่งวัน ' มาแค่ 365 ครั้งเท่านั้นเอง "


"ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ช่างมันเถอะ

ข้าต้องการรู้แค่ว่าที่ท่านกอดก้อนหินเพราะท่าน รักเจ้าหญิงจริง

หรือเพราะต้องการเอาชนะ"

"ข้ารักจริง" ปากเจ้าชายตอบโดยมือยังไม่คลายกอดจากก้อนหิน




"เอาอย่างนี้ละกันท่าน ... นั่นน่ะมันแค่ก้อนหิน ส่วนข้าสิ 'เจ้าหญิง' ตัวจริง"

คนเฝ้าก้อนหินลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อผ้าชุดมอมแมมออก

"ข้าว่า...ท่านมากอดข้าดีกว่า"



" ตกลงเลยไม่รู้ว่าจะให้เจ้าชายจะดีใจหรือจะกระโดดถีบเจ้าหญิงดี "
 
มีเรื่องดีๆก็อยากเล่าให้ฟังนะ เอามาจาก Block ใน Rose Fan Club .com 
" ตัดสินใจผิด " คือ สิ่งที่มีค่า
 
ช่วงนี้มีปัญหากับชิวิต มากมาย วึ่นวือมาก จ่ริงๆปัญหาที่เกิด มันเกิดจากความคิดที่มากมายของกรูเอง
 
ตอนนี้เปลี่ยนงานใหม่ เหมือนชีวิตจะดีขึ้นแต่กลับเลวร้ายลง เพราะตัวกรูนี่แหละ เซ็ง เอี้ยๆๆเลย
 
บ่นมานาน ก็มาถึงเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังดีกว่า คือมันเป็นบทความดีๆจากหนังสือเล่มนึง
 
ที่เพื่่อนอันสุดแสนจะน่ารัก หยิบยื่นมาให้อ่าน อ่านแล้วโดนอย่างจัง สำหรับคนที่กำลังทำงานใหม่
 
หรือเปลี่ยนงานใหม่  จะให้เล่าคร่าวๆก็กลัวไม่ได้อารมณ์ งั้นก็พิมให้อ่านเลยละกานนนนน
 
**  เรื่อง คำแนะนำ  **
 
ชายหนุ่มผู้มีอายุเพียง 32 ปี เมื่อเขาได้รับตำแหน่งให้เป็น " ประธานธนาคาร "
 
เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่า เขาจะได้รับตำแหน่งนี้ วันหนึ่งเขาพูดกับกรรมการคนหนึ่ง
 
ซึ่งตัวเขามารับตำแหน่งประธานธนาคารแทนว่า
 
" ท่านทราบไหม"

Myopia 6 - wait for ................

posted on 15 Jan 2010 08:52 by e-hlong

" รอ " กับ " อดทน " ชื่อต่างกัน แต่ความหมายเหมือนกัน

การรอเป็นความทรมาณที่น่ากลัว

ใครเคยรอกันบ้าง

รอแบบไม่รู้คำตอบ

รอแบบไม่รู้จุดหมาย

รอแบบทำอะไรไม่ได้

ทำได้แค่ท่องคำว่ารอ

มันน่าเบื่อใช่ไหม

แต่เราก็ต้องทน

ความอดทนเป็นสถาณการ์ณที่รุนแรงที่สุดในชีวิตการเป็นคน

แต่การอดทน บางครั้งก็สุดทน

พอสุดทนหลายๆครั้งก็เริ่มอดทน

พออดทนมากๆก็เริ่มชินและด้านชา ไร้ความรู้สึก......

ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากเขียนระบาย

บางทีก็ไม่ได้เบื่อการรอ

แต่ “เบื่อ” ที่ “ทำอะไรไม่ได้มากกว่า”

บางทีก็เคยถามตัวเองว่า " Wait for ......"

************** ขอให้กำลังใจแด่คนที่ต้องรอทุกคน****************

Myopia 5 - Crossroad

posted on 05 Jan 2010 17:41 by e-hlong

 

** เคยเจอสถาณการ์แบบนี้กันบ้างหรือเปล่า **

 Crossroad แปลว่า ทางแยก

คนเรา เวลาเดินมาเจอทางแยกซักแห่ง

ต้องเลิกว่าจะไปทางไหน

ซ้าย หรือ ขวา

หน้า หรือ หลัง

เลือกถูกก็โชคดีไป

*** แต่ถ้าเลือกผิด ****

บางคนเสียเวลา แค่บางช่วงชีวิต

แต่บางคน เสียเวลาทั้งชีวิต

ฉันถึงเวลาช่วงนี้แล้ว

ออกจากงานเก่าทั้งๆที่ยังไม่ได้งาน 

คิดยังไงไม่รู้ แต่ทำไปแล้ว

เรื่องแบบนี้ " ใครไม่โดนกับตัว ไม่รู้หรอก "

ฉันเคยคิดว่าฉันเป็นคนอดทน

ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่

แม้คนรอบข้าง อาจไม่คิดเช่นนั้น

อ่านไปอ่านมา งงอะดิ 

ไม่ต้อง งง หรอก เพราเรื่องแบบนี้

ลองให้เจอกันตัว จะ " หายงง "  แต่ " มึน"แทน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน

ที่กำลังจะถึงทางแยก

คิดให้ดีว่าจะเลือกอะไร

คิดอีกครั้งก่อนจะเลือกลงไป

เพราะการเลือกแต่ละครั้ง

ทำได้เพียง " ครั้งเดียว "

" โอกาศมาได้  "  ก็ " ไปได้ " เช่นกัน

 

edit @ 5 Jan 2010 18:05:50 by E-hLoNg

edit @ 5 Jan 2010 18:06:25 by E-hLoNg

edit @ 5 Jan 2010 18:06:52 by E-hLoNg

edit @ 16 Apr 2010 17:12:23 by E-hLoNg

Myopia 4 - ควายไม่ได้โง่

posted on 26 Jul 2009 01:14 by e-hlong

 

 

 

ควายไม่ได้โง่ ทำไมหรอ อยากรู้ ตามมา!!!!!

 




บ๊ายบายพระอาทิตย์

แต่ต้องสวัดดีพระจันทร์นะจ๊ะ

เพราะว่าตอนนี้ก็เป็นเวลากว่าตีสองแล้ว

ตอนแรกก็ว่าจะขึ้นไปนอนแล้วแหละ

แต่พอดีว่าวันนี้มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเยอะแยะมากมาย

ให้ทั้งตัวเองและคนอื่นๆฟัง

ก็เลยอดทน ขอเล่าให้เสร็จก่อนละกันนะ

แล้วจะเข้านอนเรื่องก็มีอยู่ว่า

วันนี้เราไปสมัครงานตามประสาคนตกงานมาอะนะ

ระหว่างนั่งรถเมย์กลับบ้านมาเราก็ฟังเพลง

แล้วก็คิดไรไปเรื่อยเปื่อย คิดไปคิดมา

ก็ไปคิดถึงคุณสมบัติของการสมัครงานเข้าประโยคนึง

ประโยคนั้นก็คือ "ขยัน อดทน ซื่อสัตว์ หนักเอา เบาสู้"

ซึ่งคิดไปคิดมาเราก็คิดถึงเจ้าทุยเพื่อนยากที่ภาษาชาว

บ้านเราๆ ท่านๆรู้จักมักคุ้นดีกับคำว่า

"ควาย(ไทย)" นั่นเองงงงงงง ....

จากนั้นเราก็คิดต่อว่า...

--------------------------------------------------

ว่าตัวเรานี่นะก็เหมือน "ควาย "

ในแง่ของความอดทน ซื่อสัตว์

แต่ในแง่คำที่คนมักให้เกียรติยกย่อง

เชิดชูพี่"ควาย" ของเราว่า "โง่เหมือนควาย"

อันนี้มันทำให้เราสะดุด และฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

ไอ้คนที่บอกว่าเขารู้ เขารู้ได้ยังไงว่าควายโง่

ทั้งๆที่ในเมื่อก็ไม่เห็นมีใครเคยถามพี่ควายเลยว่า

" รากที่สองของสี่เป็นเท่าไหร่ "

แล้วพี่ควายตอบเป็นสามแล้วมันผิด

ก็ไม่เห็นจะมีใครจะถามหรือมีใคร

หรือมีใครที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพี่ควายโง่ … *-*

แล้วทำไมหลายๆคนเขาถึงบอกว่าควายโง่ ..  *-*

หรืออาจจะเป็นเพราะหน้าตา

และ การกระทำของพี่ควาย  ….

ที่ทำให้หลายๆคนอาจจะมองว่ามันโง่

เพราะสั่งให้ไปทางซ้ายก็ไปซ้าย...

สั่งให้ไปขวาก็ไปขวา...

สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ยอมขัดขืนเลย

แม้ว่าพี่ควายจะแรงมหาศาลกว่าเราๆท่านๆก็ตาม

แต่ก็ไม่หือไม่อือแต่ประการใด

หลายๆคนก็เลยอาจจะมองว่าพี่ควาย โง่

แต่เรากลับไม่มองอย่างงั้นนะ ….

--------------------------------------------------

เรามองว่าทำไมนะไม่มีใครคิดบ้างว่า

ที่ควายทำไปทุกอย่าง หลายๆการกระทำ

ที่ทุกคนบอกว่าควายโง่ บางทีมันคงเป็นเพราะ " รัก "

คำว่ารักคำเดียวทำให้มันยอมทำทุกสิ่งทุกอย่าง

ตามที่เจ้าของหรือคนที่มันรักต้องการ

เราก็เลยลองมานึกบ้างว่า

มันก็คงไม่ต่างจากคนเท่าไหร่นักหรอก...ว่ามะ

เพราะว่าคนบางคน ที่ทำหลายๆอย่างเพราะ "รัก"

แล้วการกระทำนั้นแบบนั้นมันกลายเป็นโง่ในสายตาคนอื่น

มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่

แต่อาจจะหมายความว่าเขา"รัก"ก็ได้

อย่าดูถูกความรู้สึกของคนบางคน หรือคนที่เรารัก

ด้วยคำพูดที่ไม่ได้คิดของเราเลย...(ถึงแม้เราจะห่วงเขามากก็ตามที)

เราไม่ชอบให้ใครด่าใครว่าโง่นะ

เพราะเราคิดอยู่เสมอว่าโลกเน่าๆใบนี้

มีแต่ " รู้ " หรือ " ไม่รู้ " 

แล้วในเมื่อคุณ " รู้ " แล้วคุณจะกระทำในสิ่งที่คุณรู้หรือไม่

 

--------------------------------------------------


ทุกคนมีอิสระทางความคิด(ขนาดค่ายโทรศัพธ์เขายังเอาไปโฆษนาเลย)

เพราะฉะนั้นแล้ว

เราอย่าไปดูถูกความรู้สึกของคนอื่น

หรือ เพื่อนเราเองที่มีพฤติกรรมแบบนี้เลย

เพราะเรื่องแบบนี้มันเหมือนสัยศาสตร์นะ

ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอก...555

และถ้าคุณผิดหวังหรืออกหักมา

อยากหายาวิเศษมาช่วยปัดเป่าให้หายอะนะ

ไม่มีหรอก อกหักก็เหมือนกับเป็นมะเร็งแหละ

ถ้าไม่คิดจะอยู่กับมันแบบเข้าใจ

ก็คงต้องตายไปพร้อมกับมัน

สิ่งที่เยียวยาได้ดีที่สุด

ก็คือยาธรรมดาๆ

ที่เรียกว่า "เวลา" เท่านั้นแหละ

แต่ยานี่มีลักษณะพิเศษนะ

เพราะว่ามันทำให้หายจากอาการอกหัก

ในระยะเวลาอันสั้นไม่ได้หรอก

มันช่วยได้แค่บรรเทาอาการ

ให้เราค่อยยังชั่วเท่านั้นแหละ.................

 

edit @ 26 Jul 2009 01:20:32 by E-hLoNg

 

 

 

 

ตอนนี้เราปอกทุเรียนด้วยมือกันอยู่หรือเปล่า.....

 

                               
            ทำไมถึงขึ้นหัวเรื่องอย่างนี้นะหรอ คำตอบก็คือ ......

แค่อยากจะทราบว่าพวกเราทุกคน

หรือจะคุณคนเดียวก็ได้

เคยคิดบ้างไหม ว่า....

"นิยามความรักในแบบฉบับของตัวคุณเองเนี่ยคืออะไร"

พอฟังแล้วคงรู้สึกว่า

คนที่คิดได้แบบนี้เห็นทีไม่เปลี่ยวสุดๆ...

ก็คงเบื่อยหน่ายกับชีวิตรักแบบสุดๆ...

แต่สำหรับฉันเองมันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

------------------------------------------------------

            ที่คิดแบบนี้เพราะว่า...มันเกิดจากการเห็นชีวิตรักของคนรอบๆข้าง

รอบๆตัว ที่มีเรื่องราวความรักหลายร้อยหลายพันเรื่อง

ที่บางทีก็อาจจะเหมือนกันบ้าง..ไม่เหมือนกันบ้าง..

ที่ทั้งเอามาปรึกษาบ้าง..ไม่ปรึกษาบ้าง

ฉันเองมองดูพวกเขาเหล่านั้นแล้ว

ก็อดคิดไม่ได้ว่า ก่อนที่พวกเขาจะรักกันเคยคิดบ้างไหมว่า

ผลกระทบที่ตามมา มันจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

พูดแล้วอาจฟังดูงงงง จะลองขยายความให้ฟังละกัน

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายๆนะ

ตัวอย่างก็คือ

 1. รักเขา ทั้งที่รู้ว่ามีแฟนแล้ว........

 2. รักเขา ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ได้รักเรา แล้วก็ตัดใจไม่ได้ซักที............

 3. รักมากกว่าหนึ่ง โดยที่ไม่หักห้ามใจตัวเอง ว่ามีแฟนแล้วฯลฯ

        และก็คงยังมีอื่นๆอีกมากมาย มันเลยทำให้ฉันคิดว่า

พวกเขาเหล่านั้น เคยตั้งนิยามความรักกันไว้...ก่อนที่จะมีความรักหรือเปล่า

พอนึกๆมาได้เรื่อยๆ เพลินๆ ก็วกกลับเข้ามาที่ตัวเอง

ว่าแล้วนิยามความรักของฉันหละ คืออะไร

เนื่องจากฉันเองเนี่ย...ไม่เคยคิดอยากจะมีแฟน

จะพูดให้ถูกก็คือ เคยอยากมี ...แต่คิดว่ามีแล้วคงมีปัญหา

เพราะเนื่องจากตัวเองเนี่ย เป็นคนอารมณ์ไม่แน่นอน

ขี้รำคาญเป็นที่สุด คงทนไม่ได้

ถ้ามีคนมาโทรตาม โทรหา และโทรจิก

เลยตัดปัญหาว่า อยู่เป็นสาวแก่แล้วเกี้ยวเด็กไปวันๆดีกว่า 555....

เราวกกลับเข้าเรื่องเหอะ เดี๋ยวจะเลยไปซาอุแล้วกู่ไม่กลับ

ก็เลยมานั่งนึกว่า นิยามความรักของเราเองเนี่ย คืออะไร คิดไปคิดมา

คิดมาคิดไปก็เลยคิดไปถึงเจ้าทุเรียน ทำไมนะหรอ

ก็เพราะว่ามันสามารถตอบคำถามนิยามความรักของฉันได้แทบทั้งหมดนะซิ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงจะงงละซิ มามะ ตามมา

---------------------------------------------------------------------

             อันดับแรกก็ขอพูดถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาของเจ้าทุเรียนกันก่อนดีกว่า

ทุเรียนที่มีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกียจน่ากลัวยิ่งนัก ตัวผลมีหนามแหลมๆ

พร้อมที่จะทิ่มแทงคนที่จะเข้ามาปอกทุเรียนให้เจ็บช้ำ ทุกทน

แต่ทำไมคนถึงอยากจะกินกันนักไอ้ทุเรียนเนี่ย ก็เพราะว่า...

เขารู้ไงว่า ภายนอกผลทุเรียนที่น่าเกียจน่ากลัว

ข้างในมันคือผลอันแสนหอมหวาน ทั้งเนื้อและกลิ่นของมันช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก

ทุกๆคนก็เลยพร้อมที่จะทำทุกๆอย่างที่จะให้ได้มา

ซึ่งเนื้อในที่แท้จริง....คราวนี้เนี่ยก็มาพูดถึงวิธีปอกกันบ้าง

------------------------------------------------

ถ้าเราสมมุติว่า....


             เราไม่ได้เดินไปซื้อแล้วให้เจ้าของร้านปอกนะ

ลองคิดดูว่าเรามีทุเรียนหนึ่งลูก

แล้วเราไม่รู้วิธีปอกมัน เราจะทำอย่างไร...

เราลองมานึกๆดูไปพร้อมๆกันดีกว่าว่าการปอกทุเรียนเนี่ย

มันสามารถใช้อะไรปอกได้บ้าง....

------------------------------------------------

      วิธีที่หนึ่ง :  อาวุธที่ติดมากับตัวเรา ไม่ได้ซื้อหามาแต่อย่างใด

แถวบ้านเรียกว่า "มือ" มือเป็นอาวุธที่ติดตัวมาแต่กำเหนิด

ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องหา ได้มาฟรีๆ เราก็เอามือนี่แหละปอกทุเรียน

ไม่ต้องคิดเลยว่าปอกแล้วจะเจ็บหรือเปล่า ตั้งหน้าตั้งตาปอก ปอก ปอก ปอก ปอก....

จนกว่าจะได้เนื้อในที่แท้จริง.....--!

***  คนที่ปอกด้วยทุเรียนด้วยวิธีนี้เนี่ยนะ

คนปอกคงอยากกินมากแล้ว ก็เลยทำไปโดยไม่คิด

คิดอยู่อย่างเดียวคือทำยังไงก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง

เพื่อให้ได้มาซึ่งเนื้อทุเรียนหอมหวาน

เจ็บก็ทน หรือที่สุภาษิตไทยเขาเรียกว่า

" ทนเหมือนวัวเหมือนควาย "

ก็ทนไปเรื่อยๆจนกว่าวันไหนที่เจ็บจนทนไม่ได้นั่นแหละ

ถึงจะกลับมาดูมือของตัวเอง แล้วก็ได้เห็น...

" ว่ามือ แทบจะไม่เป็นมือ "

เพราะว่ามันเละเกินกว่าจะดูได้ ....

บางคนก็ทนจนได้กิน แต่กว่าจะได้กินก็เจ็บเจียนตาย...

แต่บางคนก็ทนไม่ไหว เลิกเอาซะกลางคัน

อดกินแถมเจ็บตัวฟรีอีกต่างหาก....

---------------------------------------------------

          วิธีที่สอง :  ก็ใช้มีดไง แต่คนที่ใช้วิธีนี้ได้เนี่ย

ก็คงต้องคิดก่อนทำแล้วว่า ถ้าใช้มือ ก็คงจะเจ็บ

หาอะไรแทนมือที่มันไม่เจ็บแล้วได้กินดีกว่า

ก็เลยเอามีด ค่อยๆปอกๆๆๆ แล้วก็ค่อยๆแงะๆๆๆ 

แล้วก็ค่อยแง้มๆๆ ไม่ผลีผลาม ค่อยๆคิดว่าจะปอกแบบไหน

เฉาะที่ใด ให้กระทบกระเทือนเนื้อที่บอบบางให้บอบช้ำน้อยที่สุด

ผิดจากวิธีแรก....

และที่สำคัญคือไม่เจ็บตัว และได้กิน..

---------------------------------------------------------

           อ่านจนจบแล้วคราวนี้ทุกคนก็คงจะสงสัยว่า

แล้วจะมาพูดทำไมเรื่องปอกทุเรียนให้ฟังเนี่ย คำตอบก็คือ ....

แค่อยากให้นึกภาพออกอย่างชัดๆก็เท่านั้น คราวนี้

ก็มาถึงตอนที่ต้องเฉลยแล้วหละว่า

ทำไมถึงต้องพูดเรื่องปอกทุเรียนให้ฟัง

ก็เพราะว่าฉันเองอยากจะเปรียบเทียบ

"วิธีการสร้างความรัก"   ก็เปรียบเสมือน  "วิธีการปอกทุเรียน"

"ความรักที่จอมปลอม"   ก็เปรียบเสมือน  "ผลทุเรียนภายนอก" 

"ความรักที่แท้จริง"   ก็เปรียบเสมือน   "ผลทุเรียนภายใน"

ตราบใดก็ตามที่เรายังไม่ยอมคิดก่อนจะทำ

มันก็รังแต่จะทำให้เจ็บตัว

แต่ถ้าเราคิดและเรียนรู้วิธีปอกที่ถูกต้อง 

เพียงเท่านั้นแหละ ก็จะได้กิน และ ไม่เจ็บตัว

 ------------------------------------------------------------------


    **ทีนี้ ก็ลองย้อนขึ้นไปอ่านวิธีปอกทุเรียนข้างบนดูก็แล้วกันนะ

แล้วลองมาถามตัวเราเองดูซิว่า .....

ตอนนี้เราปอกทุเรียนด้วยมือกันอยู่หรือเปล่า.....

แต่ตอนนี้ฉันเองเนี่ย ยังไม่อยากปอกทุเรีย..เหอๆๆๆ

 

---------------------------------------------------------------------

 

 

edit @ 16 Apr 2010 17:12:45 by E-hLoNg

Myopia 2 - aLoNe

posted on 26 Jul 2009 00:57 by e-hlong

 

 

 

     ความเหงาของฉันไม่เหมือนใคร

แต่ความเหงาของฉันก็อาจจะมีใครเหมือน

อาจจะมีหลายๆคนที่เป็นแบบฉัน

และก็อาจจะมีหลายๆคนที่ไม่เป็นแบบฉัน

ความเหงามันจะเกิดมาเป็นพักๆ

เดี๋ยวก็จะมา.....และเดี๋ยวก็จะไป

มันเกิดจากความรู้ลึกๆข้างในใจของฉันเอง

จากการที่เรารู้สึกว่าคนที่เคยอยู่กับเราตลอดเวลา

แต่บางทีเราก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่กับเรา

ทั้งๆที่เขาก็อยู่ข้างๆเราทุกวัน..........

--------------------------------------

                ใครที่เกิดมาเป็น"แฝด"บางทีอาจจะพอเข้าใจ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ฉันกับพี่อยู่กันมานานกว่าอายุจริง

เพราะว่าเจอกันมาตั้งแต่ในท้อง

แต่ก็คุยอะไรกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอกนะ

พอคลอดออกมา ก็เจอกันตลอด

ถึงพ่อแม่จะแยกเลี้ยงกันบ้างบางเวลา

เพราะความเชื่อบางประการก็เหอะ

อยู่กันมาจนโต ก็โตด้วยกันมาเรื่อยๆ

แต่พอโตมาได้ระยะหนึ่งพี่ฉันเริ่มมีเพื่อนคนละกลุ่มกับฉัน

ฉันเริ่มไม่รู้จักเพื่อนพี่บางคน....

ฉันเริ่มรู้สึกว่าเขาห่างจากฉันไปเรื่อยๆ

ความเหงามันก็เลยเริ่มก่อตัวขึ้นเล็กๆ

มันก็ก่อตัวมาเรื่อยๆจนวันที่รู้สึกว่าก่อตัวได้ใหญ่ที่สุด

ตอนที่เขาเริ่มไม่อยากทำอะไรเหมือนฉัน....

---------------------------------------

    เราเริ่มเรียนคนละห้อง คบเพื่อนคนละกลุ่ม

ฉันไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาถึงเพราะฉันเกิดมา 2 คน

เคยชินอะไรกับการทำทุกอย่าง 2 คน

ชินกับการมีคนเดินข้างๆ ชินกับการมีคนเรียนข้างๆ

ชินกับการมีคนเล่นข้างๆถึงวันนี้....

วันที่ฉันตัองทำอะไรคนเดียว

เดินคนเดียว เรียนคนเดียว เล่นคนเดียว ....

ถึงแม้ว่าคนภายนอกจะเห็นว่าฉันยิ้ม หัวเราะ บ้าบอ

แต่จริงๆแล้วฉันเป็นคนที่ Sensitive มากคนนึง

แต่ก็ไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็น

มันทรมาณนะกับการอยากร้องให้

แต่ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกว่าฉันเองไม่ได้เป็นอะไร

ไม่ได้แคร์กับอะไรมากมาย ทั้งๆที่ฉันก็รู้สึกกับทุกสิ่งทุกอย่างมากมาย

ความเหงาก็เลยเข้ามาแทนที่ในส่วนที่พี่ฉันเคยยืนอยู่

มันเดินไปพร้อมกับฉันแทนที่พี่ของฉัน

บางทีมันก็แกล้งฉันจนฉันร้องให้ไม่หยุด

บางทีมันก็ปลอบฉันเหมือนพี่ฉันเคยปลอบตอนเด็กๆ

จากศัตรู เหงามันก็กลายเป็นเพื่อน....

และ ฉันคิดว่ามันคงกลายเป็นเพื่อนซี้อยู่คู่กับฉันตลอดไป..

----------------------------------

มาถึงวันนี้ ไอ้เพื่อนเหงามันก็โผล่มาพักๆ

เวลาฉันอยู่คนเดียว.................

และตอนนี้ก็แค่อยากจะบอกหลายๆคนว่า

เวลาเหงาก็อย่าคิดว่าเราไม่มีใคร

ถ้าคิดว่าไม่มีใคร ก็ลองยืนหน้ากระจกซิ

คนที่อยู่ตรงหน้ากระจกนั้นอยู่กับคุณตลอดเวลา

ถ้าเหงามากๆ ลองกอดตัวเองดูนะ

แล้วบอกกับตัวเองเบาๆว่า.....

" ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่ตรงนี้กับเธอตลอดไป "

มันก็ช่วยให้คลายเหงาได้ประมาณนึงนะ

มันไม่ยากหรอกกับการอยู่คนเดียว

เพราะฉันเองเกิดมาสองคน ยังอยู่คนเดียวได้เลย

แล้วคนที่เกิดมาคนเดียวหละ

ทำไมจะอยู่คนเดียวเหมือนเดิมไม่ได้....

 -----------------------------------------

บางทีก็รู้สึกเหงาแปลบๆขึ้นมา

เมื่อพี่ฉันบอกว่าไม่อยากทำอะไรเหมือนๆกับฉัน....

แต่ฉันก็คิดว่า มันก็คงถึงเวลา

ที่ฉันต้องทำอะไรคนเดียวซักที...

และตอนนี้ฉันก็ไม่เป็นไรแล้วหละ

เพราะฉันสามารถทำไรคนเดียวได้ ด้วยตัวฉันเอง...